วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554

การขยายเวลาทำงานของแรงงานต่างชาติเป็น 12 ปี ไม่ผ่านสภา ต้องรอลุ้นต่อในการประชุมสมัยหน้า

ระยะเวลาทำงานในไต้หวันของแรงงานต่างชาติที่หลายฝ่ายคาดหวังว่า จะได้รับการขยายจาก 9 ปี ในปัจจุบันออกไปเป็น 12 นั้น ส.ส. หลายคนยังกังขาว่า จะส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของแรงงานท้องถิ่น ขณะเดียวกันจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุระยะยาวของรัฐบาล ทำให้การหารือแก้ไขกฎหมายขยายเวลาทำงานของแรงงานต่างชาติไม่สามารถตกลงกันได้ จำเป็นต้องไปหารือกันต่อในที่ประชุมสมัยหน้า ซึ่งจะเปิดการประชุมหลังเทศกาลตรุษจีนในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้

ก่อนหน้านี้ นายเฉินฉางเหวิน ทนายความชื่อดัง ขณะเดียวกันเป็นประธานสภากาชาดไต้หวัน ซึ่งมีลูกชายที่ต้องพึ่งพาผู้อนุบาลฟิลิปินส์ที่กำลังจะทำงานครบ 9 ปี ได้ออกมาเรียกร้องขอให้สมาชิกสภานิติบัญญัติ เห็นใจครอบครัวที่มีผู้ป่วยและคนชรา ผ่านกฎหมายขยายเวลาทำงานของผู้อนุบาลให้เป็น 12 ปี เขากล่าวว่า ลูกชายซึ่งพิการทางสมอง ไม่อาจขาดผู้อนุบาลที่ดูแลเขาได้แม้แต่วันเดียว และผู้อนุบาลฟิลิปปินส์ที่ดูแลบุตรชายตลอด 24 ชั่วโมงมาเป็นเวลา 9 ปี มีความสำคัญต่อบุตรมากกว่าผู้เป็นพ่อเสียอีก คำเรียกร้องของประธานสภากาชาดไต้หวันดังกล่าว กลายเป็นข่าวดังและเป็นประเด็นที่สังคมไต้หวันนำมาพูดถึงอย่างมาก บรรดานาย

กระทรวงแรงงานของไทยเผย ไต้หวันยังคงครองแชมป์ประเทศใฝ่ฝันของนักรบแรงงานไทย

กระทรวงแรงงาน สรุปข้อมูลคนหางานเดินทางไปทำงานต่างประเทศตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนพฤศจิกายน 2553พบว่า มีคนหางานมาลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ไปทำงานต่างประเทศ จำนวน 115,773 คน แยกเป็นชาย 94,277 คน หญิง 21,496 คน ประเทศที่คนหางานได้รับอนุญาต ให้เดินทางไปทำงาน 5 อันดับแรก คือ ไต้หวัน รองลงมา คือ ญี่ปุ่น อิสราเอล ลิเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประมาณการว่าจะมีรายได้ส่งกลับประเทศประมาณ 51,176 ล้านบาท

นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยผลสรุปข้อมูลคนหางานเดินทางไปทำงานต่างประเทศตามที่กรมการจัดหางานเสนอในที่ประชุมกระทรวงแรงงาน ณ เดือนพฤศจิกายน 2553 ว่า มีคนหางานมาลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ไปทำงานต่างประเทศทั้งสิ้น จำนวน 115,773 คน เป็นผู้มีวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษามากที่สุด จำนวน 52,210 คน ประเทศที่ผู้ลงทะเบียนนิยมไปทำงานมากที่สุด

เมืองจางฮั่วทุ่มงบถ่ายทำภาพยนตร์สารคดี บันทึกการทำงานของแรงงานต่างชาติ พร้อมเรียกร้องชาวไต้หวันเป็นมิตรกับแรงงานต่างชาติ

เพื่อให้ชาวเมืองจางฮั่วได้รู้จัก เข้าใจและปฏิบัติต่อแรงงานต่างชาติอย่างเป็นมิตร รัฐบาลเมืองจางฮั่วได้จัดสรรงบประมาณถ่ายทำภาพยนตร์สารคดี บันทึกชีวิตจริงของการทำงานและความสัมพันธ์กับนายจ้างของแรงงานไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และเวียดนามชาติละ 1คน ความยาว 42 นาทีและนำออกฉายรอบปฐมทัศน์ ณ อาคารที่ทำการรัฐบาลเมืองจางฮั่ว เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. และนำออกแพร่ภาพทางทีวีเมื่อวันที่ 25 และ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมา

ภาพถ่ายในงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์สารคดี
บันทึกการทำงานของแรงงานต่างชาติ
แถวหลังคนกลาง(คนสูง)ได้แก่นายหยางจ้ง รองผู้ว่าการเมืองจางฮั่ว
ส่วนนายเรืองศักดิ์ยืนอยู่แถวหลังคนขวาสุด
ในพิธีเปิดฉายรอบปฐมทัศน์ นายหยางจ้ง รองผู้ว่าการเมืองจางฮั่วกล่าวว่า ภาคการผลิตมีความสำคัญต่อเมืองจางฮั่วอย่างยิ่ง และการพัฒนาภาคการผลิตให้เจริญรุ่งเรือง นอกจากแรงงานท้องถิ่นแล้ว ยังต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ โดยปัจจุบัน มีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่ในเมืองจางฮั่วจำนวน 25,865 คน แบ่งเป็นคนงานในภาคการผลิต 17,792 คนและผู้อนุบาล 8,073 คน พวกเขากระจายทำงานอยู่ตามโรงงานและครอบครัว ช่วยเหลือกิจการของผู้ประกอบการและดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุในเมืองจางฮั่ว ในฐานะที่เป็นเมืองแห่งความโอบอ้อมอารีย์ และเป็นเมืองแห่งความสุข ทีมงานรัฐบาล

วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อรัญ โมดีคนงานไทยผู้ต้องขังคว้ารางวัลเรียงความรณรงค์ป้องกันการค้ามนุษย์ จัดโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองฯและอาร์ทีไอ

วันที่ 18 ธ.ค. ของทุกปี เป็นวันผู้ย้ายถิ่นสากล ในไต้หวันซึ่งมีผู้ย้ายถิ่นประกอบด้วยแรงงานต่างชาติและคู่สมรสชาวต่างชาติกว่า 900,000 คน ได้มีการจัดงานฉลองล่วงหน้าเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา ที่ลานกว้างอนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ค หน้าทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงไทเป มีคู่สมรส แรงงานต่างชาติและชาวไต้หวันไปร่วมงานกว่า 3,000 คน โดยในงานมีหน่วยงานอย่างสมาคม ชมรมและมูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับผู้ย้ายถิ่นข้ามชาติไปร่วมออกบูธกว่า 100 หน่วยงาน ซึ่งนอกจากมีการแสดงการเล่น มีอาหารของชาติต่างๆ

วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ประธาน CLA ลั่น จะใช้ตำแหน่งเป็นเดิมพัน ไม่ยอมให้แรงงานต่างชาติแยกออกจากค่าจ้างขั้นต่ำอย่างเด็ดขาด

กรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมีมติให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 3.47% หรือปรับขึ้น 600 เหรียญ จากปัจจุบัน 17,280 เหรียญเป็น 17,880 เหรียญไต้หวัน หลังผ่านการอนุมัติจากสภาบริหารแล้ว จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ปี 2553 เป็นต้นไป และประธานสหพันธ์ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไต้หวัน ซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่ายนายจ้างกล่าวในที่ประชุมว่า ทางสหพันธ์เห็นว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดได้แก่ แรงงานต่างชาติ ดังนั้นจึงควรแยกแรงงานต่างชาติออกจากกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ ปล่อยให้กลไกตลาดเป็นผู้กำหนดค่าจ้างเอง ทางสหพันธ์จะมีการผลักดันในเรื่องนี้ต่อไป จนกว่าจะสำเร็จนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นางหวางหรูเสวียน ประธาน คณะกรรมการการแรงงานหรือ CLA ของไต้หวันกล่าวว่า ค่าจ้างขั้นต่ำและแรงงานต่างชาติจะแยกออกจากกันไม่ได้ ทั้งนี้เพราะเกี่ยวพันธ์กับประเด็นต่างๆ หลายเรื่อง เช่นสิทธิมนุษย์ชนสากลและจะส่งผลกระทบทางด้านลบต่อโอกาสทำงานและการปรับขึ้นค่าจ้างของแรงงานท้องถิ่นเป็นต้น ดังนั้นจะไม่ยอมให้มีการแยกออก